-->

    Tesla Model S



    รถคันนี้เป็นรถที่เรียกได้ว่าเป็น Revolution อีกครั้งของวงการรถยนต์เลยที่เดียวนับตั้งแต่ Ford Model T ในยุค 1930 ซึ่งเป็นรถรุ่นแรกของโลกที่ใช้สายพานการผลิตแบบ mass production รถคันนี้คือ Tesla Model S


    ครั้งแรกที่ผมเห็นรถคันนี้บนอินเตอร์เนต ก็สะดุดตาด้วยรูปทรงของมัน และยิ่งน่าทึ่งขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่ามันเป็นรถอเมริกันแท้ !! ไม่ใช่เกาหลีสอดใส้รถเล็กเหมือน Chev Sonic ที่ทุกวันนี้ซึ่งเป็น Global market car กันมากขึ้น

    เจ้ารถคันนี้น่าสนใจตรงที่ว่ามันได้คำชมจากหลายสำนักรีวิวจากหลายประเทศเลยทีเดียว

    Tesla model S เป็นรถสัญชาติแฮมเบอเกอร์โดยเกือบ 100% โดยบริษัท Tesla นี้พึ่งเริ่มต้นชีวิตในปี 2003 นี้เอง ตั้งอยู่ในชุมชน Silicon Valley (ถ้าใครไม่รู้จัก มันคือชุมชนที่พวกบริษัท google, facebook, apple ตั้งอยู่)(ไฮเทคไม่น้อย) ซึ่งผู้ก่อตั้งบริษัทคือ Elon Musk (คนที่ก่อตั้ง Paypal, SpaceX) อย่างที่รู้ๆกัน หรืออาจจะไม่รู้กัน บริษัท Tesla ทำแต่รถที่ใช้ไฟฟ้าล้วนเท่านั้น โดยมีรถรุ่นแรกที่ออกจากสายการผลิตคือ Tesla Roaster ซึ่งเอาตัวถังรถ Lotus Elise มาดัดแปลงเป็นรถไฟฟ้า แต่นั่นก็ 9 ปีที่แล้ว ถึงกระนั้นเรามาสนใจที่ตัว Tesla Model S คันนี้กันดีกว่าครับ

    ดูจากภายนอก Model S ก็ดูเป็นรถซีดานครอบครัวทั่วๆไป จัดอยู่ใน Full-size class เช่น Toyota Avalon, Benz S-class, Chevrolet Impala, BMW series7 ซึ่งใหญ่กว่าพวก Camry, Accord
    มันเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังทั่วๆไปที่มีประตูกระจกหน้าต่าง และมี 4 ล้อเหมือนรถทั่วๆไป แต่ความธรรมดามันหยุดอยู่กับภายนอกแค่นั้น...

    ความตื่นเต้นมันอยู่วิศวกรรมภายใต้เปลือกนอกของมัน รถยนต์ไฟฟ้าแบบรถครอบครัวบ้าอะไร มีอัตราเร่ง 0-100 ใน 3.2 วินาที! นั่นมันระดับ Ferrari 458 Italia เลย พร้อมกับระยะทางที่วิ่งได้เกือบ 500 กิโลเมตรโดยไม่ต้องชาร์ตแบต และสามารถอันเชิญ Homosapien เข้าไปในรถพร้อมกันได้ถึง 7 ตัว!?! และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดีพอๆกับ Aston Martin Rapide

    ทำไมบริษัทเล็กๆที่มีประสบการณ์ทางด้านวิศวะกรรมยานยนต์ไม่ถึง 10 ปีสามารถเอา Nissan leaf, Ferrari 458 Italia, Honda Freed มารวมกันได้อย่างลงตัว และสามารถผลิตออกมาเป็น mass production ได้เต็มรูปแบบ !?!?!?!

    และนี่แหละครับคือ Revolution ของวงการรถยนต์ จนหลายๆคนยกให้ Elon Musk เป็น Steve jobs แห่งวงการรถยนต์เลยทีเดียว (จะเรียกว่าเปรียบเสมือนบริษัท Apple ที่ทำรถยนต์ก็ยังได้ ขนาดพนักงานยังแย่งกันไปมาอยู่เลย 5555)

    คุณเชื่อมั้ยครับว่าในปี 2013 มันได้โค่นล้มบัลลังเจ้าตลาดในอเมริกาอย่าง Mercedes-Benz S-class ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยยอดขายที่สูงกว่าครั้งแรกในรอบทศวรรษ


    Tesla Model S สนนราคาอยู่ที่ $70,000-$101,000 พอๆกับ Benz S-class

    (ข้อมูลที่เขียนตอนปี 2014)
    มีอยู่ 3-4 รุ่นย่อย ซึ่งแบ่งโดยความจุของแบตเตอรี่
    เริ่มจากรุ่น 40 kWh(กิโลวัตต์) (ซึ่งยกเลิกขายไปแล้วเนื่อจากไม่ได้รับความนิยม) รุ่น 60 kWh รุ่น 85kWh และตบท้ายด้วยรุ่น 85kWh Performance (P85) หรือที่ผมเรียกว่ารุ่นคนจริงครับ ที่จะได้มอเตอร์ไฟฟ้าแรงขั้นเทพ ทามิย่า ดำ-แดง ที่ถูกโมลวดทองแดงมา เท่านี้ยังไม่พอ ถ้าคุณอยากได้อะไรที่เหนือกว่านั้น ก็ต้องเลือก package P85+ ซึ่งจะทำให้ตัวถังรถเบาลงโดยการหั่น Chassis ให้เป็นรู และถอดกระดองออกให้เหลือแต่โครงรถให้วิ่งบนรางได้เร็วจนต้องเอาหมอนมารับ
    อันนี้เว่อร์ไป ที่จริง P85+ คือ package เปลี่ยนพวกโช๊ค, damper, ใส่ยาง Michelin Pilot Sport PS2 ให้เกาะถนนมากยิ่งขึ้น

    (ข้อมูลปัจจุบัน)
    ตอนนี้รุ่น 60 kWh ก็โดนถอดออกไปแล้ว แต่เพิ่มจำนวนรุ่นย่อยเข้ามาอีกเยอะแยะเลย เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ชื่อรุ่นจะแบ่งเป็น 2 จำพวกคือหนึ่ง เป็นรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อซึ่งไม่มีตัวอักษร D ต่อท้าย และพวกที่เป็นขับเคลื่อน 4 ล้อซึ่งจะมีตัวอักษร D ต่อท้ายรุ่น (Dual-motor) ทั้งหมด ณ ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 5 รุ่นให้เลือกคือ 70D, 85, 85D,และ P85D เหตุผลที่มีตัวเลือกระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเพิ่มเข้ามาเพราะในอเมริกามี demand รถนั่งส่วนบุคคลที่มีระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออยู่พอสมควร ซึ่งใครที่เคยไปอยู่แถบๆ Illinois, Pennsylvania หรืออะไรแบบนั้นจะเข้าใจเลยว่าวันไหนที่ไม่มีการโปรยเกลือบนถนนนี่เตรียมคุยเล่นกับประกันได้เลย จึงได้เห็นอยู่บ่อยๆว่าเมกาจะมีรถ BMW รุ่นแปลกๆเช่น 325 ix ซึ่งมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ


    มาแวะพูดถึงตัวโชว์รูม Tesla กันก่อนดีกว่า มันน่าสนใจตรงที่ว่าเค้าไม่ได้เรียกว่า Showroom แต่เรียกว่า Tesla Design Studio (อย่างกับ Apple) ซึ่งเราสามารถเลือกสีรถลายล้อรถเลือกแบบภายในและ Option ต่างๆให้เห็นตัวจริงได้ในโชว์รูมเลย ดูแล้วเกิดกิเลสขึ้นไม่น้อยแหะๆ


    มาพูดถึงตัวรถกันเลยดีกว่าครับ
    Model S เป็นรถ 4 ประตูซีดานแบบ four-door coupe เหมือนกับพวก CLS อะไรพรรคนั้น เรื่องของการออกแบบสำหรับผมถือว่าชอบมาก เพราะรถปัจจุบันสมัยใหม่แต่ละคันถูก design แบบ extreme จนเลยเถิดจำพวกลายเส้นเหลี่ยมๆคมๆหน้าเบื่อแบบ Audi และ VW แทบจะทุกรุ่น จนหาความกลมกล่อมลงตัวได้ยาก หรืออย่างกระจังหน้า BMW ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจากฟันหนูกลายเป็นปลาวาฬ มันอาจจะดู Grab attention ได้รุนแรงเลยหล่ะแต่ดูนานแล้วก็เบื่อไป แต่ Model S มันไม่ได้ถูกออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวรุนแรงเกินไป อย่างกระจังหน้าเป็นรูปวงรีก็ soft ดูลงตัวกับเส้นสายด้านข้างรถและไม่น่าเบื่อสำหรับผมนะ

    Model S เป็นรถที่ออกแบบด้วยความเรียบง่ายมาก เรียบง่ายจนภายในไม่ค่อยมี Detail อะไรในตัวรถเท่าไหร่เลย อ่านไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจเองครับ

    ตัวรถถูกออกแบบให้มีสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Drag Coefficient) น้อยมากอยู่ที่ 0.24 ซึ่งน้อยกว่า Toyota Prius เสียอีก กระจกมองข้างก็ออกแบบให้ลู่ลมมาก และมือจับประตูรถที่ถูกเก็บเรียบเข้าไปกับตัวรถตลอดเวลา แต่จะกางเลื่อนออกมาเมื่อต้องการจะใช้งานเท่านั้น


    เพื่อให้ตัวรถลู่ลมมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าของรถจะถูกปิดเรียบไม่มีช่องให้อากาศเข้าหม้อน้ำและห้องเครื่อง เพราะว่ามันไม่มีเครื่องยนต์นั่นเอง ส่วนไฟหน้าเป็น bi-Xenon พร้อมไฟ DRL ที่วิ่งรอบกรอบไฟหน้าคล้ายๆสไตล์ Audi แต่ไฟเลี่ยวนั้นจะแยกออกมาไว้อยู่ข้างล่างตำแหน่งไฟตัดหมอก


    จุดน่าสนใจของรถรุ่นนี้อีกอย่างคือที่เก็บสัมภาระ เพราะเนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์เทอะทะยัดอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า เมื่อคุณเปิดมันขึ้นมาก็จะพบกับสิ่งนี้


    ใช่แล้วครับ ที่เก็บสัมพาระขนาดใหญ่มาก ถ้าคุณเป็นพวกนักฆ่าตกรต่อเนื่อง รถคันนี้จะเหมาะมากๆ เพราะสามารถเอาศพมานอนใว้ใต้กระโปรงหน้าได้อย่างสบายๆเลย (ซีเรียส ไม่ได้ล้อเล่น) รถปกติเรียกส่วนนี้ว่า Engine bay แต่รถคันนี้ถูกเรียกว่า Frunk (front trunk)
    ส่วนฝาสีฟ้าๆมุมขวาบนคือที่เต็มน้ำฉีดกระจกหน้ารถ


    ส่วนมุมซ้ายบนคือตำแหน่งตัดสายไฟระบบ Passive Safety เช่น Air bag, seat belt pretensioner สำหรับหน่วยกูภัย เช่นเมื่อเกิดกรณีรถชนแล้วระบบไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่กู้ภัย


    ส่วนที่ควรจะเป็นแผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง ก็ถูกแทนที่ด้วยแผ่นยางที่กันความชื้นและกันน้ำเข้าในที่เก็บสัมภาระ มาต่อกันที่ด้านข้างของตัวรถ


    ตัวรถถูกออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนัก 50:50 จึงเห็นได้ว่าห้องโดยสารค่อนข้างถูกร่นลงไปข้างหลัง และระยะ over hang ด้านหน้าค่อนข้างสั้น คล้ายๆกับพวกรถ GT แบบซีดานเช่น Maserati Quattroporte เพื่อให้มีการกระจายน้ำหนักที่ดี ส่วน A-pilla ด้านหนัาจะไม่ค่อยชันมาก ซึ่งก็ต่อเนื่อง roof line ไล่ไปจนถึง C-pilla ที่ค่อยๆโค้งลงไปจนถึงตูดรถ ออกแบบคล้ายๆกับพวกรถ Sedan Coupe หรือ Fastback เช่น CLS, Audi A7 ให้อารมณ์สปอร์ทหน่อยๆ และเสริมทัศนะวิสัยด้วยกระจก Opera ด้านท้าย


    Model S ทุกรุ่นย่อยจะให้ล้อ 19" มาเป็นมาตรฐาน แต่ไม่ใช่คันที่เห็นในภาพนะครับ เจ้าคันนี้ยัดล้อ 21" ลาย Turbine มาเป็น option เสริม สวมยางที่หน้าค่อนข้างกว้างของ Continental Extreme contact 245/35 R21 ทั้ง4ล้อ


    กระจกของรถคันนี้เป็นแบบไร้กรอบเหมือนรถสปอร์ท ชวนนึกถึง 626 lantis อยู่ไม่น้อย


    การเข้าออกประตูบานหน้าและบานหลังเป็นปัญหาพอสมคสรสำหรับคนตัวสูง เนื่องจากเสา A และเสา C ออกแบบมาค่อนข้างแบนราบ ทำให้จะเขกหัวตัวเองอยู่เป็นประจำ และเนื่องจากเป็นรถที่เตี้ยพอสมควร การลุกนั่งเข้าออกจะค่อนข้างยากเหมือนกัน แต่ถ้าแลกกับความเท่แล้ว มันก็ต้องยอมหล่ะ 5555


    มาต่อกันที่ตูดรถ บั้นท้ายออกแบบให้ดูมีมัดกล้ามบนซุ้มล้อ ให้รูปทรงดู sexy ไม่เบาแบบมีไหล่มีบ่า ท้ายฝากระโปรงถูกทำให้มีสันกระดกขึ้นนิดหน่อยมาเพื่อลดอาการลมวนท้ายรถตามสไตล์รถยุคใหม่ๆ


    ไฟท้ายเป็นแบบ LED ตามสมัยนิยม และแปะชื่อรุ่น MODEL S ทางด้านซ้ายโดยใช้ฟร้อท์ Times new romans -_-" นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะ American จ๋าได้ขนาดนี้


    ตรงกลางเป็น logo Tesla รูปตัว T พร้อมสลักชื่อ Tesla บนเส้นโครเมียม


    ที่น่าสนใจอีกอย่างคือฝากระโปรงหลังจะไม่เปิดแบบรถซีดานทั่วๆไป แต่จะเปิดแบบรถ Fastback เหมือน Audi A7, Skoda Superb ซึ่งยกเปิดทั้งกระจกบานท้ายเลย ทำให้การขนของง่ายยิ่งขึ้น
    ฝาท้ายที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ถูกยัน โดยไฮโดรลิกไฟฟ้าทั้ง 2 ต้นขนาดเขื่องเท่าลำต้นไม้ไผ่ มั่นใจว่ามันไม่หักลงมาง่ายๆแน่ๆ ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าด้วยการกดปุ่มได้ทั้งจากภายในรถและกุญแจรถ


    มาต่อกันที่ภายในกันเลยดีกว่าครับ ต้องขออภัยเรื่องแสงที่มีอยู่อย่างน้อยนิด


    คอนโซลหน้ารถออกแบบมาอย่างเรียบง่ายโดยพยายามลดจำนวนปุ่มให้เหลือน้อยที่สุด จึงได้เห็นหน้าจอขนาดมหึมา iPad ยักษ์ขนาด 17" อยู่ตรงกลางรถแทนที่ปุ่มเครื่องเสียง ปุ่มระบบปรับอากาศ และเอาเป็นว่ามันสามารถปรับทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับตัวรถได้เลยแม้กระทั่งตั้งชื่อรถ ถ้ามันแปลงร่างได้ก็คงมีปุ่มให้กดไปแล้ว


    มองภาพจากมุมนี้ บางคนคงเริ่มเกิดความสงสัยกันบ้างแล้วว่าทำไมมันดูคุ้นๆชอบกลๆยังไงก็ไม่รู้
    ใช่แล้วครับ พวงมาลัยของ C-class นั่นเอง ทำไมหรอ ก็เนื่องจาก Tesla กับ Mercedes-Benz เป็น partner กันอยู่ โดย Mercedes-Benz เป็น Supplier พวกอุปกรณ์สวิชต่างๆให้กับ Tesla เช่น พวงมาลัย ก้านไฟเลี้ยว สวิชกระจก เพื่อลดต้นทุน ในทางกลับกัน Tesla ก็เป็นผู้ให้ความรู้เรื่องระบบไฟฟ้าให้กับ Benz รวมทั้ง supply แบตเตอรรี่รถไฟฟ้าในอนาคตให้อีกด้วย

    พวงมาลัยเป็นแบบ Flat-bottom เพื่อให้การเข้าออกลุกจากที่นั่งสะดวกขึ้น


    ก้านไฟเลี้ยว cruise control ก็เป็นแบบสหกรณ์ของ Benz ยกมาทั้งดุ้น ซึ่งก็มั่นใจในคุณภาพระดับนึงเลยว่าไม่หักมาง่ายๆแน่


    หน้าจอไมล์รถจะให้เป็นเข็มแบบรถปกติก็คงจะไม่เข้ากับถิ่นกำเหนิด Silicon Valley อย่างแรง จึงได้เห็นเป็นแบบจอ LCD ที่รถ premium รุ่นใหม่ๆเริ่มหันมาใช้กัน โดยที่มันสามารถแสดงผลเกี่ยวกับตัวรถได้เกือบทุกอย่าง แบบเยอะมากจริงเช่น แผนที่นำทาง Google map ควบคู่กับ battery consumption ถ้าดูกราฟหุ้นได้ก็คงไม่ต้องนั่งขับรถกันแล้วหละ 5555


    ถัดมามองจากมุมนี้ ก็เห็นช่องแอร์และ......... แค่นั้นครับ ไม่มีปุ่มอะไรเลย โล่งมากมาก คอนโซล์หน้าทั้งอันมีปุ่มอยู่ 2 ปุ่มเอง ข้ามมาพูดถึงหน้าจอตรงกลางที่เป็น Highlight ของภายในรถเลยดีกว่า


    หน้าจอ iPad ขนาดมหึมา 17 นิ้วที่มาแทนที่ปุ่มควบคุมต่างๆในรถ ยกเว้นไฟฉุกเฉินอันน้อยยๆอยู่ข้างซ้าย และปุ่มกดให้เก๊ะฝั่งผู้โดยสารออกมาทางด้านขวา รถราคาซะแพงแต่ให้ปุ่มอยู่แค่เนี่ย ดูไม่ค่อยคุ้มราคาเลย 5555

    หน้าจอนี้สามารถปรับได้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวรถ หมายถึงทุกอย่างจริงๆครับ ทั้งแอร์ เครื่องเสียง google map ช่วงล่างรถ traction control, sunroof เปิดเนตเข้าเวปก็ได้ ระบบปฏิบัติการก็พัฒนาจาก Linux
    เราค่อยมาไล่ทีละเมนูดีกว่า


    เริ่มจากส่วนบนสุดจะมีแถบ notification bar วางไว้อยู่
    ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนมือถือ มีหลอดแบต สัญญานมือถือ notification เกี่ยวกับตัวรถ เหมือน smart phone เลย
    อนาคตคงต้องมีคนทำ power bank มาเสียบรถแน่นอนถ้าแบตหมดกลางทาง
    ถัดลงมาเป็นเมนูย่อยให้เลือก ทั้งกระเพราหมูไข่ดาว ลาบน้ำตก ผัดซิอิ้วเส้นสด......... หมวดเครื่องเสียง navigator ดู energy consumption ดูเวป ดูกล้องส่องหลัง และโทรศัพท์ มาดูเมนู setting ของรถอันแรกดีกว่าครับ


    ทางครึ่งล่างของหน้าจอจะเป็นปุ่มล๊อกประตูรถทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นประตู ฝากระโปรงหน้า หรือแม้แต่เปิดฝากระโปรงท้ายขึ้นมา ถัดมาก็เป็นการปรับไฟในรถและนอกรถ โดยรูปรถที่เห็นอยู่ในหน้าจอจะมีสีเดียวและล้อลายเดียวกับรถคันจริง
    ด้านล่างสุดของหน้าจอจะขึ้นเป็นที่ปรับแอร์อยู่ตลอดเวลา
    แม้ว่าปุ่ม touch screen พวกนี้จะค่อนข้างใหญ่แต่การใช้งานจริงในขณะขับขี่ค่อนข้างยากพอสมควร เพราะต้องละสายตาจากถนนมามองปุ่มที่จะกด ไม่มี feedback ให้รู้เลยว่ากดไปแล้วหรือยัง แต่ก็ยังดีที่ว่าเครื่องปรับอากาศสามารถควบคุมได้จากปุ่มบนพวงมาลัยเช่นกัน หรือไม่ก็ใช้คำสั่งจาก voice command ได้


    เมนูอันแรกคือปรับ sunroof ของรถ โดยเราสามารถเลื่อนตัวกระจกได้ตามระดับที่เราต้องการเลย โดยการเลื่อนปุ่มสีน้ำเงินด้านขวา


    ต่อมาเป็นเมนูเรื่องการขับขี่ของตัวรถ เช่น เราสามารถปรับช่วงล่างรถให้สูง-ต่ำได้ ปรับน้ำหนักพวงมาลัย เปิด-ปิดระบบ traction control


    แต่ ณ ปัจจุบัน (2015) มีการ update firmware รถขึ้นมาใหม่ โดยจะมีปุ่มเปิดระบบ Launch control ที่เรียกว่า Insane mode !!!! เพิ่มขึ้นมา เดี๋ยวจะอธิบายทีหลังว่ามันช่วยอะไรบ้าง


    ดูขีดแบตเตอรรี่ที่เหลือ โดยเราสามารถตั้งเวลาชาร์ตแบตได้ด้วยเหมือนกัน


    คีย์บอร์ดมาแนวเดียวกับ iPad เลย


    ส่วนความคุ้มค่าในการใช้หน้าจอใหญ่เท่าตู้ปลาก็เพื่อสิ่งนี้นี่แหละครับ Google maps มหึมาอลังการงานสร้างเต็มหน้าจอ โชว์ได้กรุงเทพยันเชียงใหม่เลย 5555 เรื่องวิธีการใช้คงไม่ต้องบอกมากมาย หลายคนคงคุ้นเคยกัน


    จุดเด่นอีกอย่างของเจ้าตู้ปลาอันนี้คือมันเปิดเนตเล่นเวปได้เลย และ features อีกอย่างคือสามารถแบ่งหน้าจอได้แบบ บน-ล่าง ยกตัวอย่างด้านล่างที่เห็นนี้คือกล้องถอยหลัง

    ข้อดีของรถ Tesla ที่มันทำตัวเหมือนโทรศัพท์อีกอย่างก็คือมันสามารถ update firmware ของรถผ่าน wifi ที่บ้านอัตโนมัติได้เลย ถ้านึกภาพไม่ออกมันก็เหมือนกับการ update iOS เวอร์ชั่นใหม่ทั้งหลายหล่ะ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการ update หลายอย่างเช่น มีการเพิ่มระบบ auto brake เข้ามาให้ มีระบบ blind spot warning, improve battery consumption, พัฒนา UI ของ navigation ให้ดีขึ้น, improve top speed
    เท่านั้นยังไม่พอ บางที firmwre ใหม่พวกนี้ดันแถม bug เอ๋อๆให้ด้วยเหมือนในมือถือ จากที่ผู้ใช้หลายๆคนเจอมา 5555


    ถัดจากหน้าจอ ก็เป็นคอนโซลรถโล่ง ไม่มีอะไร
    การที่รถคันนี้เอาหน้าจอมหึมาทำหน้าที่ทุกอย่างแทนที่ปุ่มมากมายแบบในรถปัจจุบันนั้น มันช่วยลดต้นทุนเรื่องค่าการผลิตและการออกแบบ hardware พวกลูกปิดและปุ่มต่างๆไปได้เยอะมากและใช้เป็น UI ในหน้าจอแทน ก็ถือว่าเป็นเทคนิกที่ดีสำหรับบริษัทรถที่เพิ่งเกิดใหม่


    เก๊ะฝั่งผู้โดยสารก็ค่อนข้างเล็ก พอเก็บเอกสารที่มากับตัวรถได้


    มองไปดานบนก็เห็นกระจกส่องหลังแบบไร้กรอบดั่งเฟอร์นิเจอ modern ชิ้นนึง


    ถัดขึ้นไปก็เห็นไฟ LED สว่างเหมือนไฟฉายแถวคลองถม(สว่างมาก) และไมโครโฟนอยู่ตรงกลาง


    ที่บังแดดก็เล้กเล็กๆ แบนมากอย่างกะนมชิซูกะ


    ข้างประตูรถก็เรียบๆไม่มีอะไร ขนาดที่วางขวดน้ำยังไม่มีเลย ส่วนที่จับประตูดูแหวกแนวนิสนึง เป็นหลุมอยู่ด้านบน
    มีหลอด LED สีขาววางเรียงใต้ที่วางแขนในแบบรถ premium สมัยนี้
    หลายคนอาจจะคุ้นๆปุ่มปรับกระจกรถ ก็ไม่ใช่จากที่ไหนไกลครับ Mercedes-Benz


    มาดูกันต่อที่เบาะ
    เบาะคันนี้เป็นหนังแท้ + Alcantra โอบกระชับพอใช้ได้ นั่งแล้วรู้เลยว่าทำมาสำหรับ American Size
    เบาะนุ่มไม่มากแต่ก็ไม่แข็งมากเช่นกัน ไม่ได้ประทับใจแบบอะไร จะให้เทียบกับพี่ Volvo ก็คงยาก


    พร้อมปรับเบาะไฟฟ้า 1ล้านทิศทาง จาก Benz


    จากภาพนี้เห็นได้ว่าข้างใต้หน้าจอมหึมานั้นเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีอะไรเลย เพราะเนื่องจากรถคันนี้ไม่มีลูกเกียร์หรือเพลากลางเหมือนรถทั่วไป จึงเว้นว่างเป็นพื้นเรียบๆอย่างงั้น จนตอนหลังต้องออกอุปกรณ์เสริมเป็นกล่องเก็บของวางไว้ตรงนั้นแทน 5555


    ที่วางแขนแบ่งแยกเป็น 2 ฝั่งเพื่อจะได้วางแก้วในฝั่งที่ไม่ใช้ได้

    โดยรวมแล้วการประกอบภายในอยู่ในระดับดีทีเดียวเลย เกือบๆพวก Mercedes-Benz แต่ก็ต้องพิสูจน์ความทนทานของวัสดุในระยะยาวกันต่อไป

    หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมไม่เห็นปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์เลย
    ตอบ: มันไม่มีครับ เข้ารถปุ๊บ เหยียบคันเร่งปั๊ปได้เลย


    มาต่อกันที่ที่นั่งด้านหลังรถดีกว่า เนื่องจากตัวรถใหญ่พอสมควรเกือบๆ S-class เพราะฉะนั้นการเข้าออกประตูตอนหลังไม่เป็นเรื่องลำบากเลยกว้างพอควร แต่แค่ว่า roof line มันเตี้ยไปหน่อยเท่านั้นเองจึงอาจจะหัวเขกกันบ้าง


    เบาะหลังรถแบ่งพับได้เป็นแบบ 40:60
    ไม่ใช่สิ เนื่องจากตัวรถมันกว้างมาก ที่นั่งทั้ง 3 เบาะจึงมีขนาดเท่ากัน เลยเรียกว่า 33:66 ดีกว่าครับ 5555
    ตัวเบาะนั่งก็มีความสบายในระดับนึง ฟองน้ำไม่แข็งไม่ออ่อนเกินไป แต่ก็ไม่ได้นุ่มสบายเหมือน Volvo ขนาดนั้น


    ช่วงเบาะถือว่าใหญ่ใช้ได้ยื่นออกมารับกับข้อพับพอดี ส่วนช่วง leg room ถือว่ากว้างมากๆ ใหญ่ประมาณ S-class ข้อดีอีกอย่างของรถไฟฟ้าคือไม่ต้องมีอุโมงเพลากลางให้เสียพื้นที่ในห้องโดยสาร เพราะฉะนั้นพื้นห้องโดยสารจึงเรียบ และสามารถให้ผู้ใหญ่นั่งด้านหลังสามคนสบายๆแบบไม่เบียดขากันเลยครับ


    เบาะสามารถพับได้เกือบแบนราบจนมีเนื้อที่ใหญ่แบบรถ station wagon ได้เลยทีเดียว


    มาต่อกันที่ที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถกันครับ
    จากที่เห็นในรูป กระโปรงท้ายเปิดเป็นแบบ Fastback ทั้งบานเลย เพราะฉะนั้นจึงดูใหญ่และกว้างมาก รวมทั้งห้องเก็บสัมภาระไม่ได้มีที่กั้นกับห้องโดยสารเหมือนรถซีดานทั่วๆไป Model S จึงเป็นรถซีดานที่ให้อารมณ์แบบรถ station wagon อยู่มาก
    โดยด้านข้างนั้นจะมีราวสำหรับม่านกั้นไม่ให้มองเห็นที่เก็บสัมภาระรวมอยู่ด้วย

    แต่ท้ายรถมันไม่ได้มีแค่นั้น
    เพราะมันสามารถพับขึ้นมาได้เป็นเบาะอีก 2 ที่นั่ง !!!! โดยการเอาเบาะที่ถูกซ่อนไว้ในหลุม ดึงมันขึ้นมา


    กางมันออก



    และเรียบร้อย กลายเป็นรถซีดาน 7 ที่นั่งไปเรียบร้อย แต่นั่งได้เฉพาะเด็กเล็กเท่านั้น


    เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้า จึงไม่ต้องมีชุดเพลากลาง ชุดเฟืองท้ายอะไรให้วุ่นวายเหมือนรถปกติ และสามารถออกแบบใช้สอยประโยชน์ตรงนี้ได้เต็มที่


    เจ้า Model S คันนี้ต่างจากรถที่ใช้น้ำมันทั่วไป พอสมควรเนื่องจากไม่มีเครื่องยนต์ เพลากลาง ชุดเกียร์ และอื่นๆอีกมากมายที่ระเกะระกะอยู่ในรถทั่วไป การออกแบบโครงพื้นรถจึงเรียบง่ายมากและไม่มีอะไรสลับซับซ้อนเลย
    หลักๆคือเอาล้อ 4 ล้อมาวางไว้ตรงมุม เอาแผงแบตเตอรรี่วางไว้ล่างสุดเป็นพื้นของตัวรถ และต่อด้วยมอเตอร์ที่เล็กพอที่จะใส่อยู่ระหว่างล้อคู่หลังไม่ก็คู่หน้าก็ได้ถ้าจะเป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ แค่นี้แหละครับ
    มันถือว่าเป็นแนวคิดที่ท้าทายมากเลยนะในความคิดผม เนื่องจากการออกแบบโครงสร้างรถที่ฉีกออกไปจากรถทั่วไปพอสมควร ซึ่งมีข้อดีมากมายเลยหล่ะกับการออกแบบอัญชาญฉลาดแบบนี้

    1. สมรรถนะ
    ลองนึกสภาพว่ารถทั่วไปต้องมีเครื่องยนต์ขนาดใหญ่เทอะทะพร้อมลูกเกียร์อันเบร่อวางแปะอยู่บนตัวรถระหว่างล้อคู่หน้าเหมือนก้อนเนื้อชิ้นโตหนาๆที่ถูกวางลงไปบนจาน ข้อเสียคือจุดศูนย์ถ่วงของรถ (CG) จะอยู่สูงซึ่งทำให้สมรรถนะการเกาะถนนแย่ลงเทียบกับ CG อยู่ต่ำ ลองนึกภาพว่ารถ Formular 1 ที่แบนและเตี้ยมากๆ กับ Honda Freed คันไหนดูรู้สึกเกาะถนนมากกว่ากัน นั่นแหละครับ และเพื่อให้ได้ห้องโดยสารที่กว้างๆ เครื่องยนต์ก็ไม่สามารถถูกร่นลงมาข้างหลังถึงห้องโดยสารได้มาก ทำให้ CG หนักไปทางด้านหน้า และ weight distribution ไม่ balance


    แต่เจ้า Model S นั้นแทบจะทุกอย่างถูกวางตำแหน่งไม่สูงเกินเลยดุมล้อรถ เนื่องจากมอเตอร์ของรถมันเล็กพอสมควร จึงสามารถวางไว้ระหว่าง wheel axle ได้เลยและถูกวางไว้อยู่ในระนาบเดียวกับดุมล้อรถด้วยซ้ำ และเนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องใช้เกียร์ ก็ไม่ต้องมีก้อนเนื้ออีกก้อนแปะลงบนตัวรถ CG จึงอยู่ต่ำมากในระดับเดียวกับดุมล้อรถเลย และเนื่องจากตัวมอเตอร์อยู่ระหว่างล้อ จึงมั่นใจได้ว่า overhang weight น้อยมากเทียบกับรถทั่วไปซึ่งส่งผลดีต่อ weight distribution
    ยังไม่พอ เนื่องจากรถคันนี้ถูกออกแบบให้แผงแบตเตอรรี่ซึ่งมีน้ำหนักมากพอสมควร (544 kg) วางไว้อยู่ชั้นล่างสุดเป็นพื้นของตัวรถ (ต่ำกว่าระนาบดุมล้อรถซะอีก) จึงยิ่งทำให้ตำแหน่ง CG ของรถอยู่ต่ำลงไปอีก
    ผลลัพธ์คือรถมีสมรรถนะการเกาะถนนที่ดีมากสำหรับรถที่ใหญ่พอๆกับ S-class และเนื่องจาก CG อยู่ต่ำ การควบคุมรถจึง agile กระฉับกระเฉง เปลี่ยนทิศทางได้ง่าย ขับสนุก ซึ่งเป็น character ที่มีอยู่ในรถสปอร์ท และเนื่องจาก weight distribution อยู่ที่ 48:52 จึงเป็นรถที่ควบคุมได้ธรรมชาติ ไม่ understeer เกินไป (คำกล่าวอ้างจากหลายสำนักรีวิว เช่น motor trend, auto car, car buyer)


    ตำแหน่งของมอเตอร์ มีอยู่แค่นี้ครับ


    2. ความแข็งแรงของตัวถัง
    เนื่องจากมอเตอร์และแบตเตอรรี่ถูกกรอบจำกัดไว้สูงไม่เกินล้อรถ โครงสร้างของรถทั้งคันจึงมีการออกแบบที่อิสระมากขึ้น ไม่ถูกจำกัดโดยการวางก้อนเครื่องยนต์หรือชุดเพลาชุดเกียร์ การออกแบบรถให้มีการซับแรงกระแทกจากการชนให้ได้มากกว่ารถปกติจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย รถยนต์ปัจจุบันถูกออกแบบให้ห้องโดยสารปลอดภัยตอนชนโดยการให้ส่วนอื่นที่ไม่ใช่ห้องโดยสาร absorb รองรับแรงกระแทก แต่ก็มีอยู่อย่างนึงที่เป็นตัวขัดขวางโครงสร้างการรับแรงกระแทก ซึ่งนั่นก็คือเครื่องยนต์ที่วางอยู่ด้านหน้าของห้องโดยสารนั่นเอง เพราะเครื่องยนต์เป็นเหล็กชิ้นหนาๆหลายร้อยกิโลกรัมก้อนนึงที่ไม่ยืดหยุ่นเหมือนโครงรถแต่กลับกลายเป็นตัวอันตรายต่อห้องโดยสารเอง เพราะฉะนั้นรถยนต์หลายๆค่ายในปัจจุบันจึงออกแบบให้เครื่องยนต์มุดลงใต้รถเมื่อมีการชนเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่ efficient ขนาดนั้นเพราะตัวเครื่องยนต์เองก็ยังมีน้ำหนักมาก และมี momentum ในขณะชนสูงอยู่
    กลับกัน ภายใต้ฝากระโปรงหน้าของ Model S นั้นโล่ง ไม่มีสิ่งใดมากีดขวางเลย เพราะฉะนั้นทางวิศวกรจึงสามารถออกแบบโครงสร้างรถให้มีการ absorb ตอนชนได้ efficient มากกว่ารถทั่วไปซึ่งมีก้อนเครื่องยนต์อยู่ ผลลัพธ์ก็คือรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดในอเมริกา (คำกล่าวอ้างจากสถาบัน Insurance Institute for Highway Safety (IIHS))

    3. พื้นที่ใช้สอยตัวรถ
    โดยปกติแล้วการที่รถจะได้แรงม้าเยอะๆ ก็ต้องเป็นเครื่องขนาดใหญ่ และเพื่อการบังคับรถที่เป็นธรรมชาติ ก็ต้องร่นเครื่องมาข้างหลังเพื่อการกระจายน้ำหนัก ซึ่งทำให้ภายในห้องโดยสารคับแคบลง
    อย่างที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าเนื่องจากรถไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์หรือเพลากลางหรือถังน้ำมันให้มาเกะกะการออกแบบของตัวรถ จึงทำให้ภายในกว้างและพื้นที่ใช้สอยเยอะมาก


    4. การบำรุงรักษา
    เนื่องจากรถไฟฟ้ามีชิ้นส่วนที่เป็นพวกฟันเฟืองหมุนอยู่น้อยมากเทียบกับรถปกติซึ่งต้องใช้เครื่องยนต์ สายพานน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ชุดเฟืองนู่นนี่ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการบำรุงดูแลรักษานั้นจะน้อยกว่ารถทั่วไปพอสมควร ก็มีแต่ระบบอิเล็กทรอนิกที่ต้องดูในระยะยาวต่อไปว่าทนทานจริงหรือไม่

    มาต่อกันที่ส่วนประกอบรถอื่นๆบ้าง


    โช๊คอัพ coil spring จาก Bilstein


    พวงมาลัยผ่อนแรงโดยมอเตอร์ไฟฟ้าตามสมัยนิยม

    มาพูดถึงเรื่อง spec ที่น่าสนใจของตัวรถกันต่อ
    - น้ำหนักตัวรถอยู่ที่ 2 ตันนิดๆ
    - Body รถทำมาจาก aluminum และ high strength steel
    - ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ Double wishbone และด้านหลังเป็นแบบ multi-link ตามสมัยนิยม
    - Airbag 8 ลูก
    - สำหรับรุ่นที่เป็นขับเคลื่อน 2 ล้อหลังก็มีมอเตอร์อยู่ชุดเดียววางอยู่ระหว่างล้อคู่หลัง แต่สำหรับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อนั้นจะมีมอเตอร์อยู่ 2 ชุดทั้งหน้าและหลังด้วย


    ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดคือ มอเตอร์รุ่น top สุดให้กำลัง 691 แรงม้า พร้อมแรงบิด 931 นิวตันเมตร !!!!!!!!!!!!!!! นี่มันระดับ lamborghini aventador เลย ที่น่าทึ่งคือรถไฟฟ้านั้นสามารถให้แรงบิดสูงสุดตั้งแต่ 0 รอบต่อนาทีเลย คือตั้งแต่เอาเท้าไปแตะคันเร่งนั่นแหละ คุณก็จะได้แรงบิดมหาศาลทั้งหมด 931 นิวตันแมตรในฝ่าเท้าคุณ ซึ่งเมื่อรวมกับ “insane mode” ในระบบ traction control แล้ว จึงทำให้อัตราเร่ง 0-100 ของรถหนัก 2 ตันกว่า ทำเวลาได้ภายใน 3.2 วินาที !!!!!! ในรถครอบครัว 5+2 ที่นั่งเนี่ยนะ 55555


    การชาร์ตแบตก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ เพียงแค่เสียบปลั๊กกับไฟบ้าน แค่นั้นเองครับ โดยถ้าเสียบปลั๊กบ้านเรา ซึ่งเป็น 240 volts นั้นก็แค่ใช้เวลา 8 ชั่วโมงครึ่ง ก็เติมเต็มถังได้ระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร สำหรับที่อเมริกานั้นก็ต้องใช้ adapter เพื่อแปลงไฟบ้านจาก 120v ให้เป็น 240v เพื่อสามารถชาร์ตได้รวดเร็วขึ้น แต่สำหรับบ้านเราไม่ต้อง
    ถ้าต้องเดินทางไกลกว่า 400 กิโล ซึ่งไม่พอกับความต้องการในการเดินทาง ทาง Tesla ในอเมริกา ยุโรปตะวันออก จีน ญี่ปุ่น และออสเตรเรีย ก็มีการติดตั้ง super charger station ไว้ตามถนนสายหลักทั่วอเมริกาแล้ว โดยสามารถเติมได้ครึ่งถังหรือระยะทาง 200 กว่ากิโลภายใน 20 นาทีเอง และไม่ต้องเสียค่าบริการด้วย


    เครดิตบทความ https://pantip.com/topic/33775767

    โพสต์ล่าสุด